ดังนั้นจึงมีตัวเลือกในการท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะสำหรับการไปหนึ่งครั้ง ในบทความนี้ขอเสนอสถานที่ท่องเที่ยวทั้งหมด 10 สถานที่
1.พระราชวังอิพีเรียล (Imperial Palace)
พระราชวังอิมพีเรียลเป็นที่ประทับของ พระจักรพรรดิญี่ปุ่นตลอดจนราชวงศ์อิมพีเรียล พระราชวังองค์ปัจจุบันนั้นตั้งอยู่บนที่ที่เคยเป็นที่ตั้งของปราสาทเอโดะมา ก่อนซึ่งในสมัยนั้นครองโดยโชกุนโตกุกาวะ (Tokugawa Shogunate) ผู้ที่ปกครองญี่ปุ่นตั้งแต่ ค.ศ.1603-1867
พื้นที่ขนาดใหญ่นั้นรายรอบไปด้วยคูน้ำอันกว้างขวาง ป้องกันด้วยปราการกำแพงหินอันสูงชันและแข็งแกร่ง ภายในบริเวณพระราชวังนั้นไม่อนุญาตให้คนทั่วไปเข้าไปชม เว้นแต่ในวันที่ 2 มกราคม วาระของวันขึ้นปีใหม่ และวันที่ 23 ธันวาคม อันเป็นวันคล้ายวันประสูติของสมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโต้องค์ปัจจุบัน ซึ่งมีเพียงสองวันนี้เท่านั้นที่จะเปิดให้ประชาชนเข้าไปด้านในเพื่อชื่นชม พระบารมีของพระจักรพรรดิและเหล่าราชวงศ์ที่จะทรงออกมาทักทายประชาชนของ พระองค์อันถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติทุกปี
จุดยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวนั้นเห็นจะเป็นบริเวณโซนด้านหน้าพระราชวังที่เรียกว่านิจูบาชิ (Nijubashi) ซึ่งแปลว่า Double Bridge หรือ สะพานคู่ ซึ่งบริเวณนี้จะมีสะพานเหล็กที่อยู่ด้านหลังเพื่อเชื่อมเข้าเขตพระราชวัง และสะพานหินที่อยู่ด้านหน้าเพื่อเชื่อมต่อสู่สะพานเหล็ก (ที่มักปรากฏในรูปถ่ายนั่นเอง) ซึ่งสะพานด้านหน้านี้มักนิยมเรียกกันว่าเมกะเนะบาชิ (Meganebashi) หรือแปลความหมายได้ว่าสะพานแว่นตา ซึ่งมาจากภาพสะท้อนน้ำของโค้งหินสองอันนั่นเอง
2.ศาสเจ้าฟูชิมิ อินาริ (Fushimi Inari Shrine)
เป็นศาลเจ้าชื่อดัง ที่นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวเกียวโตทุกคนต่างเดินทางมาดูโทริอิ (Torii) หรือประตูศาลเจ้าที่เรียงต่อทอดยาว จากตีนเขาไปถึงยอดเขาสูงถึง 233 เมตร ประตูโทริที่เรียงรายกันเป็นอุโมงสีแดงนี้เป็นจุดดึงดูดให้นักท่องเที่ยวสนใจเป็นอย่างดี
ศาลเจ้าแห่งนี้บูรณะค่อนข้างดี ทุกครั้งที่ไปเยือนสีแดงออกส้มของประตูโทริยังเป็นเหมือนเดิมเสมอ ไม่เคยเปลี่ยน รูปปั้นสุนัขจิ้งจอกที่เป็นตัวแทนของเทพเจ้าแห่งธัญพืชถูกสร้างไว้ตั้งแต่ ประตูทางเข้า และขึ้นไปเรื่อยจนถึงประตูแรกของโทริ เส้นทางโทริที่ยาวสุดลูกหูลูกตากลายเป็นมุมถ่ายรูปยอดนิยมของนักท่องเที่ยว เมื่อเดินตามอุโมงค์โทริอิ ไปได้สักพักก็จะเจอทางแยกของประตูโทริที่กั้นด้วยประตูใหญ่แล้วแยกย่อยเป็น ประตูเล็กออกมาอีกทีหนึ่ง พอเดินไปได้ครึ่งทางก็จะพบกับจุดชมวิวยทสุซึจิ เป็นจุดที่มองเห็นเกียวโตและภูเขาที่ล้อมรอบเกียวโต
ศาลเจ้าแห่งนี้บูรณะค่อนข้างดี ทุกครั้งที่ไปเยือนสีแดงออกส้มของประตูโทริยังเป็นเหมือนเดิมเสมอ ไม่เคยเปลี่ยน รูปปั้นสุนัขจิ้งจอกที่เป็นตัวแทนของเทพเจ้าแห่งธัญพืชถูกสร้างไว้ตั้งแต่ ประตูทางเข้า และขึ้นไปเรื่อยจนถึงประตูแรกของโทริ เส้นทางโทริที่ยาวสุดลูกหูลูกตากลายเป็นมุมถ่ายรูปยอดนิยมของนักท่องเที่ยว เมื่อเดินตามอุโมงค์โทริอิ ไปได้สักพักก็จะเจอทางแยกของประตูโทริที่กั้นด้วยประตูใหญ่แล้วแยกย่อยเป็น ประตูเล็กออกมาอีกทีหนึ่ง พอเดินไปได้ครึ่งทางก็จะพบกับจุดชมวิวยทสุซึจิ เป็นจุดที่มองเห็นเกียวโตและภูเขาที่ล้อมรอบเกียวโต
3.พิพิธภัณฑ์อนิเมชั่นสุกินามิ (suginami animation museum )
ไปรู้จักกับอนิเมชั่นของญี่ปุ่นตั้งแต่ประวัติศาสตร์ตลอดไปจนถึงกระบวนการ ผลิต ที่จะทำให้สนุกสนานข้ามยุคสมัยทั้งภาพบนจออนิเมชั่นและวิธีการใส่เสียง รวมถึงเรื่องราวที่น่าสนใจต่างๆของอนิเมชั่นญี่ปุ่น เพราะถ้าพูดถึงเรื่องการ์ตูน / อนิเมชั่นแล้ว ประเทศนี้เขาสุดยอดจริงๆแหละค่ะ
4.ภูเขาไฟฟูจิ
ภูเขาฟูจิได้ชื่อว่าเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ซึ่งห้ามผู้หญิงขึ้นเขา โดยในปัจจุบันภูเขาฟูจิเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ ญี่ปุ่น ภูเขาฟูจิได้เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของญี่ปุ่น ซึ่งจะเห็นได้จากในงานเขียนหรือภาพวาดต่างๆ โดยเฉพาะภาพวาดของ โฮะกุไซ ที่มีให้เห็นในวรรณกรรมญี่ปุ่นและกาพย์กลอนที่สำคัญมากมายบริเวณโดยรอบภูเขาไฟฟูจิมีสวนสาธารณะ มีสถานที่ว่ายน้ำ อาบน้ำ มีทะเลสาบกว้างใหญ่ และทัศนียภาพที่งดงาม ชาวญี่ปุ่นทุกคนต้องดินทางมาเที่ยวที่ ภูเขาไฟนี้อย่างน้อยก็ครั้งหนึ่งในชีวิต เพื่อขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่บนยอดเขา การที่ปีนภูเขาไฟฟูจิในตอนกลางคืนเพราะเมื่อขึ้นไปถึงยอดเขาแล้วเราก็จะได้ เห็นพระอาทิตย์ขึ้นพอดี ซึ่งสวยงามมาก
5.ฮอกไกโด (HOKKATDO)
เป็นเกาะใหญ่ที่ สุดของญี่ปุ่น ถือเป็นสวรรค์ของธรรมชาติ สามารถท่องเที่ยวได้ตลอดปี มีธรรมชาติที่ยังไม่ถูกทำลาย ทั้งภูเขา ที่ราบสูง แม่น้ำ ทะเลสาบ บ่อน้ำพุร้อน และชายฝั่งทะเล มีอากาศหนาวเย็นในฤดูหนาว มีหิมะที่ขาวละเอียดดุจแป้งฝุ่นและสกีรีสอร์ท ที่ดึงดูดนักเล่นสกีจากทั่วโลก ขณะที่ในฤดูใบไม้ผลิ ซากุระจะบานช้ากว่าภูมิภาคอื่นในญี่ปุ่น สามารถชมซากุระได้ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ส่วนฤดูร้อนอากาศจะไม่ร้อนเหมือนส่วนอื่น ๆ เพราะมีทุ่งดอกไม้ต่าง ๆ ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง และในฤดูใบไม้ร่วงใบไม้จะเปลี่ยนสีก่อนที่อื่น ๆ ในประเทศญี่ปุ่นเริ่มตั้งแต่กลางเดือนกันยายนจนถึงตุลาคม
โดยมี เมืองซัปโปโร เป็น เมืองหลวงของฮอกไกโด ซึ่งในซัปโปโรมี สวนสาธารณะโอโดริ ซึ่งเป็นที่จัดแสดงงานเทศกาลหิมะที่มีชื่อเสียง สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเข้ามาชมงานในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี นอกจากนี้ ยังมีหอนาฬิกาอันเก่าแก่ และที่ว่าการเมืองฮอกไกโด อีกทั้งย่านร้านค้าซุซุกิโนะ ซึ่งเป็นศูนย์การค้า และแหล่งจับจ่ายซื้อของที่มีชื่อเสียงของเมืองนี้
เมืองฮะโกะดะเตะ เป็นเมืองท่าชายทะเลที่สำคัญ ที่ตั้งอยู่ทางใต้สุดของฮอกไกโด ในยามเช้าสามารถเที่ยวตลาดสดขายอาหารทะเลสด ๆ ที่มีให้ชิม ยามสายเที่ยวชมโบสถ์ และป้อมปราการโบราณในเมือง ยามเย็นนั่งกระเช้าลอยฟ้าขึ้นไปบนเขาฮะโกะดะเตะ ชมทิวทัศน์ยามราตรีที่สวยงามได้รอบทิศ ด้านเมืองอะซะฮิกะวะ ตั้งอยู่ใจกลางเกาะไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองซัปโปโร ใช้เวลาเดินทางประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่งโดยรถไฟด่วนจากเมืองซัปโปโร และจากเมืองอะซะฮิกะวะไปทางตะวันออกจะมี อุทยานแห่งชาติไดเซะทสุซัง ซึ่งมี บ่อน้ำแร่โซอุนเกียว ให้เพลิดเพลินในฤดูใบไม้เปลี่ยนสี
นอกจากนี้ ฮอกไกโดยังมีธรรมชาติอันสวยงามที่เป็นชายฝั่งทะเลใกล้ เมืองอะบะชิริ มีธารน้ำแข็งให้ชมในฤดูหนาว และ คาบสมุทรชิเระโตะโกะ ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติด้วย อีกทั้งทะเลสาบอะคัง ทะเลสาบมาชูและ ทะเลสาบคุชิโระ และทางตะวันตกของฮอกไกโดมี เมืองโอะตะรุ เป็นเมืองท่าที่เคยเจริญรุ่งเรืองในฐานะเมืองค้าขาย ในช่วงศตวรรษที่ 19-20 รอบ ๆ เมืองจะมีคลองโอะตะรุ เป็นโบราณสถาน แสดงให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองในสมัยบุกเบิก มีถนนร้านซูชิที่สดที่สุดในโลกให้ลองลิ้มชิมรส
6.วัดโทไดจิ
วัดแห่งนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.752 โดยคำสั่งของจักรพรรดิโชมุ
ผู้มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก
และเชื่อว่าหากมีวัดแห่งนี้สามารถคุ้มครองประชาชนให้รอดปลอดภัยจากโรคร้าย
ที่ระบาดอยู่ได้
การก่อสร้างวัดแห่งนี้ถือเป็นงานที่ยากลำบากมากสำหรับผู้คนในยุคนั้น
ด้วยความใหญ่โตของโครงสร้างอาคารต่างๆ ว่ากันว่าต้องใช้คนก่อสร้างมากถึง
2,600,000 คนเลยทีเดียว
วิหารปัจจุบันที่เราเห็นกันอยู่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ในปี ค.ศ.1692
เพื่อทดแทนของเดิมที่พังทลายลงจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว
โดยถูกลดขนาดเหลือเพียง 2 ใน 3 ของขนาดเดิมที่เคยสร้าง
แต่ก็ยังได้ชื่อว่าเป็นวิหารไม้ทีใหญ่ที่สุดในโลกจนถึงปัจจุบันนี้
ภายในของวิหารวิหารไดบุตสึเด็น (Daibutsuden Hall)
เป็นที่ประดิษฐานพระใหญ่เมืองนารา
พระพุทธรูปองค์นี้ทำจากสำริด ความสูง 16 เมตร หนัก 500 ตัน
ถือเป็นพระพุทธรูปที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น
และเป็นพระพุทธรูปองค์ต้นแบบของพระใหญ่แห่งเมืองคามาคุระ
นอกจากมีพระใหญ่แล้วทางด้านขวามือของพระใหญ่จะเป็นที่ประดิษฐานของเจ้าแม่
กวนอิมอีกด้วย ทางด้านซ้ายของพระใหญ่จะมีเสาต้นหนึ่งถูกเจาะรูอยู่
คนญี่ปุ่นเชื่อกันว่าหากใครอธิฐานอะไรแล้วสามารถลอดเสาต้นนี้ได้คำอธิฐานจะ
เป็นจริง
7. โอซาก้า(Osaka)
เมืองโอซาก้า เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดอันดับสามของญี่ปุ่น
และเป็นศูนย์รวมทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมสำหรับญี่ปุ่นตะวันตก
ตั้งอยู่ที่ปากแม่น้ำโยโดะ มีคลองที่เชื่อมโยงกันไปมาภายใต้ถนนหลายเส้น
ซึ่งนั่นเป็นปัจจัยสำคัญที่นำความเจริญก้าวหน้ามาสู่เมือง
และในฐานะที่เป็นเมืองดั้งเดิมจึงมีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นต้นแบบของ
ละครหุ่นกระบอกบุนระคุ นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวยังไม่ควรพลาดชม อ่าวโอซาก้า
ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางความทันสมัยที่สุด และสวนสนุก Universal Studios Japan แต่
ที่พลาดไม่ได้อย่างยิ่ง คือ ปราสาทโอซาก้า
ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นปราสาทที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น สร้างขึ้นในปี 1586 โดย
โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ ปัจจุบันเป็นป้อมปราการสูงห้าชั้น จำลองแบบจากของเดิม
เก็บรักษาศิลปวัตถุโบราณหลายชิ้น
ทั้งเอกสารที่เกี่ยวข้องกับตระกูลโทโยโทมิและโอซาก้าในอดีต
สำหรับแหล่งบันเทิงและย่านช้อปปิ้งที่จะต้องแวะ คือ ย่านอุเมะดะ และ
ย่านนัมบะ ที่มีสถานีรถไฟและศูนย์การค้าใต้ดินที่ทันสมัยอยู่จำนวนมาก
สำหรับนักจับจ่ายซื้อของและนักชิมอาหาร "คุอุดะโอะเระ"
ถนนนักชิมที่มีชื่อเสียงสมคำเล่าลือ
ที่ว่าโอซาก้าเป็นเมืองสำหรับนักชิมอย่างแท้จริง อาหารขึ้นชื่อของที่นี่
เช่น ยากินิกุ, ซูชิ และทาโกะยากิ
8.ย่านชินจูกุ ฮาราจูกุ โอไดบะ
เมื่อมาเที่ยวที่ญี่ปุ่น อีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ ก็คือ การช้อปปิ้ง
ซึ่งที่ญี่ปุ่นก็มีแหล่งช้อปที่หลายหลาย แต่ที่ไม่ควรพลาดเลย คือ ย่านชินจุกุ แหล่ง
ท่องเที่ยวทันสมัยฝั่งตะวันตกของโตเกียว
นับเป็นแหล่งช้อปปิ้งและสถานบันเทิงยามค่ำคืนยอดนิยมที่มีชื่อเสียง
โดยยามกลางวันสามารถแวะชมสวนสาธารณะชินจุกุเกียวเอ็นที่เงียบสงบ, ย่านชิบุยะ เป็นศูนย์กลางแฟชั่นและวัฒนธรรมสมัยใหม่ของวัยรุ่น ใกล้กับ ศาลเจ้าเมจิ
ที่เงียบสงบ ติดต่อกันเป็นแหล่งช้อปปิ้งยอดนิยมและสวรรค์ของคนรุ่นใหม่ คือ ย่านฮาราจูกุ และ ย่านโอไดบะ ที่
สร้างขึ้นจากการถมทะเลในอ่าวโตเกียว
เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของเหล่านักท่องเที่ยวรุ่นใหม่
เพราะที่นี่มีทั้งแหล่งบันเทิงขนาดใหญ่
ชิงช้าสวรรค์ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ที่เป็นสัญลักษณ์ของเรนโบว์ ทาวน์
ที่เหล่าคู่รักวัยรุ่นนิยมขึ้นชิงช้าชมวิวทิวทัศน์ยามค่ำคืนที่สวยงาม
9.หมู่บ้านประวัติศาสตร์ชิราคาวาโกะ
ชิราคาวาโกะ (Shirakawako)
หมู่บ้านท่ามกลางหุบเขา ตั้งอยู่ในจังหวัดกิฟุ
ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแห่งที่ 6 ในประเทศญี่ปุ่น
เพราะเป็นหมู่บ้านที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น หลังคามุงด้วยฟางข้าว
สร้างขึ้นด้วยมือที่เรียกว่า การสร้างบ้านแบบ กัตโชทสึคุริ (Gassho-zukuri) เป็นบ้านชาวนาโบราณที่มีอายุมากกว่า 250 ปี คำว่า "กัสโช"
หมายความว่า พนมมือ
ซึ่งเป็นการบ่งบอกถึงลักษณะรูปแบบของบ้านที่มีหลังคามุงด้วยฟางข้าวชันถึง
60 องศา คล้ายสองมือที่พนมเข้าหากัน มุงแบบลาดลงคล้ายหน้าจั่ว
เพื่อให้ทนทานต่อหิมะและลมในฤดูหนาว ตัวบ้านมีความยาวประมาณ 18 เมตร
และมีความกว้าง 10 เมตร สร้างขึ้นโดยไม่ใช้ตะปู
ซึ่งบางแห่งสามารถเข้าพักค้างคืนได้
แถมยังเป็นกิจการที่เปิดภายในครัวเรือนที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เห็นการ
ใช้ชีวิตแบบดั่งเดิมของชาวญี่ปุ่นอย่างแท้จริง
และที่พลาดไม่ได้เลย..นั่นคือ โตเกียว ทาวเวอร์
โตเกียว ทาวเวอร์ หอคอยสื่อสารขนาดใหญ่ที่สวยงามมาก ตั้งอยู่ในเขตมินะโตะ กรุงโตเกียว เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงเพราะใน 1 ปี มีผู้ร่วมเข้าชมถึง 2 ล้าน 5 คน อีกทั้งยังเป็นเหมือนสัญลักษณ์เพื่อแสดงถึงอำนาจและอิทธิพลทางเศรษฐกิจของโลก เป็นที่ถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์ วิทยุ ซึ่งที่นี่ได้แรงบันดาลใจมาจากหอคอยสูงในปารีส สร้างในสไตล์สถาปัตยกรรมโบราณแบบญี่ปุ่น ทั้งนี้ โตเกียว ทาวเวอร์ จะเปิดทำการตั้งแต่ 09.00-20.00 น. โดยไม่มีวันหยุด ใครที่มาเที่ยวญี่ปุ่นแล้วไม่มาเยือนที่นี่ถือว่ามาไม่ถึงญี่ปุ่นเลย...
P.S. ครบแล้วทั้ง 10 สถานที่ ที่น่าสนใจในความเป็นจริงประเทศญี่ปุ่นมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมายที่รอคอยนักเดินทางจากทั่วโลก หวังว่าสำหรับผู้ที่มีความฝันจะไปเยือนประเทศนี้สักครั้งนำไปประกอบการตัดสินใจได้นะคะ
.....NATTAMONN_CH
ขอขอบคุณข้อมูลในการเรียบเรียงจากและที่พลาดไม่ได้เลย..นั่นคือ โตเกียว ทาวเวอร์
โตเกียว ทาวเวอร์ หอคอยสื่อสารขนาดใหญ่ที่สวยงามมาก ตั้งอยู่ในเขตมินะโตะ กรุงโตเกียว เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงเพราะใน 1 ปี มีผู้ร่วมเข้าชมถึง 2 ล้าน 5 คน อีกทั้งยังเป็นเหมือนสัญลักษณ์เพื่อแสดงถึงอำนาจและอิทธิพลทางเศรษฐกิจของโลก เป็นที่ถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์ วิทยุ ซึ่งที่นี่ได้แรงบันดาลใจมาจากหอคอยสูงในปารีส สร้างในสไตล์สถาปัตยกรรมโบราณแบบญี่ปุ่น ทั้งนี้ โตเกียว ทาวเวอร์ จะเปิดทำการตั้งแต่ 09.00-20.00 น. โดยไม่มีวันหยุด ใครที่มาเที่ยวญี่ปุ่นแล้วไม่มาเยือนที่นี่ถือว่ามาไม่ถึงญี่ปุ่นเลย...
P.S. ครบแล้วทั้ง 10 สถานที่ ที่น่าสนใจในความเป็นจริงประเทศญี่ปุ่นมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมายที่รอคอยนักเดินทางจากทั่วโลก หวังว่าสำหรับผู้ที่มีความฝันจะไปเยือนประเทศนี้สักครั้งนำไปประกอบการตัดสินใจได้นะคะ
.....NATTAMONN_CH
www.kyoto1day.com/
http://www.asianair.co.th/8-blog/69-top-10-attractions-in-japan
http://www.yokosojapan.org/th/2014/05/anime/
http://th.japantravel.com/view










ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น